คอม & Gaming

รีวิว ไมค์ USB อัดเสียง

รีวิว ไมค์ USB อัดเสียง

สรุปสั้นๆ สำหรับคนรีบ

  • งบจำกัดจริงๆ เอา FIFINE K669B ราคา 950–1,200 บาท ได้ไมค์ cardioid ใช้งานได้ plug-and-play แต่ไม่มีปุ่ม mute แยก
  • อยากได้ครบสุดในราคาไม่ถึง 2,000 บาท FIFINE K678 (1,745–1,990 บาท) มีทั้งปุ่ม mute ปุ่ม gain และช่องมอนิเตอร์เสียงผ่านหูฟัง
  • สายสตรีมเกม/พอดแคสต์ที่อยากได้ sample rate สูง HyperX SoloCast (1,390–1,990 บาท) ให้ 96kHz/24-bit สูงสุดในกลุ่มนี้
  • โต๊ะแคบ พื้นที่จำกัด Razer Seiren Mini (1,490–1,690 บาท) ตัวเล็กสุด แต่ bit depth แค่ 16-bit และ max SPL แค่ 110dB
  • สายสัมภาษณ์หลายคนหรือทำงานมืออาชีพจริงจัง Blue Yeti X ราคา 9,990 บาท เลือกโพลาร์แพทเทิร์นได้ 4 แบบ

งบเท่าไหร่ได้ไมค์แบบไหน

ไมค์ USB อัดเสียงตอนนี้มีให้เลือกตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงเกือบหมื่น ตัวเลขราคาที่เจอในตลาดไทยตอนทำรีวิวนี้เป็นแบบนี้ครับ

รุ่นราคาไทย (บาท)Polar patternจุดเด่นหลัก
FIFINE K669B950–1,200Cardioidถูกสุด มีปุ่ม volume ในตัว
FIFINE K6781,745–1,990Cardioid (condenser)mute + gain + monitor jack
FIFINE K683A1,790ไม่ระบุชัดมี USB-A และ USB-C แถม pop filter
HyperX SoloCast1,390–1,990Cardioidsample rate สูงสุด 96kHz/24-bit
Razer Seiren Mini1,490–1,690Supercardioidตัวเล็กสุด เหมาะโต๊ะแคบ
Blue Yeti X9,990เลือกได้ 4 แบบmulti-pattern บันทึกหลายคน

เห็นได้ชัดว่าช่วงราคา 1,400–2,000 บาทมีตัวเลือกเยอะที่สุด ทั้ง K678, K683A, SoloCast และ Seiren Mini แข่งกันอยู่ในช่วงนี้ ส่วน Blue Yeti X กระโดดไปอีกระดับที่ 9,990 บาท ซึ่งแพงกว่ารุ่นถูกสุดในลิสต์ประมาณ 8-10 เท่า

นอกจากนี้ FIFINE ยังมีรุ่น AmpliGame A8 ที่มีไฟ RGB ปรับได้ ขายอยู่บน Shopee เหมือนกัน เหมาะกับคนที่อยากได้ไมค์สายเกมมิ่งที่มีแสงไฟประกอบโต๊ะ แต่หน้าสเปคละเอียดยังไม่ได้เจาะลึกในรีวิวนี้

จุดเด่น-จุดอ่อนของแต่ละรุ่น

FIFINE K669B — เป็นตัวเริ่มต้นที่ตรงไปตรงมา สเปคที่ผู้ผลิตระบุคือ frequency response 20Hz–20kHz, sensitivity -43dB±3dB ที่ 1kHz, max SPL 130dB, S/N ratio 78dB และ equivalent noise level -80dBFS เชื่อมต่อผ่าน USB 5V/70mA พร้อมเกลียวมาตรฐาน 5/8” (แถม adapter 3/8”) จุดที่ต้องยอมรับก่อนซื้อคือไม่มีปุ่ม mute หรือ headphone jack ให้ฟังเสียงตัวเองสด และตัวเครื่องเป็นพลาสติกล้วน ผู้ผลิตไม่ระบุ sample rate หรือ bit depth ในหน้าสเปคทางการ

FIFINE K678 — ขยับสเปคขึ้นมาอีกระดับ frequency response 40Hz–20kHz, sensitivity -45dB±3dB, S/N ratio 85dB เชื่อมต่อ USB 2.0 5V/80mA น้ำหนักรวมขาตั้ง 420 กรัม จุดที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจคือมีปุ่มปรับ volume ไมค์กับหูฟังแยกกัน มีไฟ LED บอกสถานะ มีปุ่ม mute ด่วนสำหรับตอนไลฟ์ และมีช่องมอนิเตอร์เสียงผ่านหูฟังได้เลย รองรับ Windows/Mac/PS4 แต่ไม่รองรับ Xbox

FIFINE K683A — จุดขายคือมีทั้งสาย USB-A และ USB-C แถมมาในกล่อง พร้อม pop filter และขาตั้งทรงขาตริงเจอร์ มีปุ่ม gain ปุ่ม mute และช่อง monitoring เหมือนกัน แต่หน้าสเปคทางการไม่ได้เปิดเผย sample rate, bit depth หรือ frequency response ที่ชัดเจน จึงต้องบอกตรงๆ ว่ารุ่นนี้ข้อมูลด้านเทคนิคดิบยังไม่ครบเท่า K678 หรือ SoloCast

HyperX SoloCast — เด่นเรื่อง sample rate ให้เลือกถึง 6 ระดับ (96kHz, 48kHz, 44.1kHz, 32kHz, 16kHz, 8kHz) และ bit depth สูงสุด 24-bit ใช้แคปซูล 14mm electret condenser แบบ cardioid ความไว -6dB (1V/Pa ที่ 1kHz) ขนาดตัวเครื่อง 7.8 x 9.7 x 17.4 ซม. น้ำหนัก 261 กรัม เชื่อมต่อ USB-C plug & play มีระบบ tap-to-mute พร้อมไฟ LED และเกลียวติดขาตั้งได้ทั้ง 3/8” กับ 5/8” รองรับ PC, PS4, PS5 และ Mac จุดที่ขาดไปคือไม่มี headphone jack มอนิเตอร์เสียงในตัวเหมือน K678

Razer Seiren Mini — ตัวเล็กที่สุดในกลุ่มนี้ ใช้แคปซูล 14mm condenser แบบ supercardioid ตัดเสียงรอบข้างได้ดี frequency response 20Hz–20kHz แต่ sample rate อยู่ที่ 44.1kHz–48kHz และ bit depth แค่ 16-bit ต่ำสุดในลิสต์ max SPL อยู่ที่ 110dB เท่านั้น ถ้าตะโกนหรือร้องเพลงเสียงดังมากมีโอกาสเสียงแตกได้ง่ายกว่ารุ่นอื่น ใช้ไฟ USB 5V 500mA

Blue Yeti X — จุดขายหลักคือเลือกโพลาร์แพทเทิร์นได้ 4 แบบ ทั้ง Cardioid, Bidirectional, Omnidirectional และ Stereo ใช้แคปซูล Blue-proprietary 14mm ถึง 3 ตัว frequency response 20Hz–20kHz sample rate 48kHz bit depth 16-bit เท่ากับ Seiren Mini ที่ถูกกว่าหลายเท่า ดังนั้นถ้าดูตัวเลขดิบอย่างเดียว Yeti X ไม่ได้เหนือกว่าด้านความละเอียดเสียง จุดที่จ่ายแพงคือความสามารถเลือกแพทเทิร์นรับเสียงได้หลากหลายมากกว่า

สเปคที่ต้องดูก่อนซื้อไมค์ USB

Polar pattern หรือทิศทางการรับเสียง คือสิ่งแรกที่ควรดู ถ้าอัดเสียงคนเดียวหน้าไมค์ แบบ cardioid ที่ K669B, K678 และ SoloCast ใช้ก็เพียงพอ ถ้าอยากตัดเสียงรอบข้างให้เงียบกว่านั้นแบบ Seiren Mini ใช้ supercardioid ส่วนถ้าต้องอัดสัมภาษณ์หลายคนพร้อมกัน ต้องมองไปที่ Blue Yeti X ที่เลือกแพทเทิร์นได้ 4 แบบ

Sample rate กับ bit depth บอกความละเอียดของเสียงที่บันทึกได้ ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งเก็บรายละเอียดได้มาก กลุ่มนี้ SoloCast ให้สูงสุดที่ 96kHz/24-bit ส่วน Seiren Mini กับ Blue Yeti X อยู่ที่ 16-bit เท่ากัน ที่ต้องระวังคือ K669B และ K683A ผู้ผลิตไม่ระบุตัวเลขนี้ในหน้าสเปคทางการ เลยไม่สามารถเทียบตรงๆ กับรุ่นอื่นได้

Sensitivity และ S/N ratio บอกว่าไมค์ไวแค่ไหนและมีเสียงรบกวนพื้นหลังมากน้อยแค่ไหน K678 มี S/N ratio 85dB สูงกว่า K669B ที่ 78dB ส่วนปุ่มควบคุมอย่าง mute และ gain แยก เป็นเรื่องการใช้งานจริงมากกว่าตัวเลข K678, K683A และ SoloCast มีปุ่ม mute ด่วนให้ทั้งหมด แต่ K669B ไม่มี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ไมค์ USB กับไมค์ XLR ต่างกันยังไง ต้องซื้อ audio interface เพิ่มไหม

ไมค์ USB ในลิสต์นี้ทั้ง 6 รุ่นเสียบสาย USB เข้าคอมพิวเตอร์ได้ตรงๆ ไม่ต้องซื้อ audio interface เพิ่ม อย่าง K669B, K678, SoloCast และ Seiren Mini เป็น plug & play ทั้งหมด

งบพันกว่าบาทได้ไมค์ที่ครบฟีเจอร์ไหม

ได้ครับ K678 ราคา 1,745–1,990 บาท มีทั้งปุ่ม mute ปุ่ม gain แยกไมค์กับหูฟัง และช่องมอนิเตอร์เสียงในตัว ถือว่าครบสุดในช่วงราคานี้เมื่อเทียบกับ K669B ที่ถูกกว่าแต่ไม่มีปุ่ม mute

ไมค์ USB พวกนี้ใช้กับ PS4 หรือ PS5 ได้ไหม

K678 รองรับ Windows, Mac และ PS4 ส่วน SoloCast รองรับ PC, PS4, PS5 และ Mac ถ้าเล่นบน PS5 เป็นหลัก SoloCast ตรงกับที่ระบุไว้ในสเปคทางการมากกว่า

ทำไมไมค์บางรุ่นในรีวิวนี้ไม่บอก sample rate หรือ bit depth

K669B และ K683A ไม่ได้เปิดเผยตัวเลข sample rate หรือ bit depth ในหน้าสเปคทางการของผู้ผลิต จึงเทียบตัวเลขนี้กับรุ่นอื่นตรงๆ ไม่ได้ ถ้าสนใจตัวเลขความละเอียดเสียงเป็นหลัก SoloCast, Seiren Mini หรือ Blue Yeti X ให้ข้อมูลชัดเจนกว่า

ต้องซื้อ pop filter เพิ่มเองไหม

ไม่ต้องถ้าเลือก K683A เพราะมี pop filter แถมมาในกล่องแล้ว ส่วนรุ่นอื่นในลิสต์นี้ notes ไม่ได้ระบุว่าแถม pop filter มาด้วย

แล้วใครควรซื้อรุ่นไหน

งบจำกัดจริงๆ หรือแค่ใช้ประชุมออนไลน์เป็นหลัก เอา K669B ราคา 950–1,200 บาทพอ ใช้งาน plug-and-play ได้ทันที แค่ต้องเข้าใจว่าไม่มีปุ่ม mute แยก

อยากได้ตัวที่ครบฟีเจอร์ที่สุดในงบไม่เกิน 2,000 บาท ใช้ทั้งประชุมและไลฟ์เป็นบางครั้ง K678 ตอบโจทย์สุด เพราะมีทั้ง mute, gain แยก และช่องมอนิเตอร์เสียง

สายเรียนออนไลน์หรือสอนออนไลน์ที่อยากได้ทั้ง USB-A และ USB-C พร้อม pop filter ในกล่อง K683A เหมาะกว่า แม้สเปคเสียงดิบจะไม่ได้เปิดเผยละเอียดเท่ารุ่นอื่น

สายสตรีมเกมหรือพอดแคสต์ที่อยากได้ sample rate สูงและ tap-to-mute สะดวก SoloCast คือตัวที่ให้ตัวเลขด้านเทคนิคสูงสุดในกลุ่มราคาต่ำกว่า 2,000 บาท

โต๊ะเล็ก พื้นที่จำกัดจริงๆ Seiren Mini ตัวเล็กสุดในลิสต์ แต่ต้องรับให้ได้ว่า bit depth แค่ 16-bit และ max SPL แค่ 110dB ถ้าเสียงดังมากอาจแตกง่ายกว่ารุ่นอื่น

ทำงานสัมภาษณ์หลายคนหรือทำคอนเทนต์ระดับมืออาชีพจริงจัง และงบไม่ใช่ปัญหา Blue Yeti X ราคา 9,990 บาทให้ความยืดหยุ่นเรื่องโพลาร์แพทเทิร์นที่รุ่นอื่นในลิสต์นี้ไม่มี แต่ถ้าดูแค่ bit depth ดิบ 16-bit เท่ากับ Seiren Mini ที่ถูกกว่ามาก ต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มกับฟีเจอร์ multi-pattern ที่ได้เพิ่มมาหรือเปล่า

วิธีเก็บข้อมูลของเรา

สเปคของแต่ละรุ่นดึงจากหน้าสเปคทางการของผู้ผลิตโดยตรง เช่น fifinemicrophone.com สำหรับ K669B และ K683A และ row.hyperx.com สำหรับ SoloCast ส่วนราคาดึงจากหน้าโปรดักต์จริงบน Shopee และร้านค้าออนไลน์ไทย เช่น ThaiPick, Digital2home, Priceza และ lnwgadget เช็คราคาช่วงเดือนกันยายน 2026

ข้อจำกัดที่ต้องบอกตรงๆ คือราคาบน Shopee ขยับขึ้นลงตามโปรโมชั่นได้ตลอดเวลา ราคาที่เขียนในรีวิวนี้เป็นราคา ณ วันที่เช็ค ไม่ใช่ราคาตายตัว และราคา Blue Yeti รุ่นมาตรฐาน (ไม่ใช่ X) บน Shopee ไทยพบว่ากระจายมากตั้งแต่หลักสามพันถึงเจ็ดพันกว่าบาทจากหลายร้าน จึงเลือกพูดถึงเฉพาะ Blue Yeti X ที่มีราคาชัดเจนกว่าในรีวิวนี้

FIFINE AmpliGame A8 USB Microphone RGB

🛒 สั่งซื้อที่ Shopee

HyperX SoloCast USB Condenser Gaming Microphone

🛒 สั่งซื้อที่ Shopee

Razer Seiren Mini Microphone

🛒 สั่งซื้อที่ Shopee

Blue Yeti X Nano Radius 3 Compass USB Microphone

🛒 สั่งซื้อที่ Shopee

หมายเหตุ: บทความนี้มีลิงก์ร่วมร้านค้า (affiliate)